รูป เบา เบา

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

10 อันดับ เหตุการณ์เด่นน้ำท่วม









ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=UBNkH5D6N9U

10 อันดับ สิ่งก่อสร้างที่สวยที่สุดในโลก แห่งปี 2011

อันดับที่ 1 ได้แก่ Mequita de Cardoba อยู่ที่ Kardoba ในประเทศ Spain




อันดับที่ 2 ได้แก่ Hoover Dam อยู่ที่ Black Canyon, Colorado River ในประเทศ USA


อันดับที่ 3 ได้แก่ Shwedagon Pagoda อยู่ที่ Yangdon ในประเทศ Myanmor



อันดับที่ 4 ได้แก่ Majolica House อยู่ที่ wina ในประเทศ Austra


อันดับที่ 5 ได้แก่ Opera de Arame อยู่ที่ Curitiba, Parama ในประเทศ Brazil





อันดับที่ 6 ได้แก่ 30 St. Mary Axe อยู่ที่ London ในประเทศ United Kingdom



อันดับที่ 7 ได้แก่ Jantar Mantar อยู่ที่ Jaipur, Rajasthan ในประเทศ India



อันดับที่ 8 ได้แก่ Golden Pavilion อยู่ที่ Kyoto, Honshu Island ในประเทศ Japan





อันดับที่ 9 ได้แก่ Wiblingen Abbey Library อยู่ที่ Ulm, Badem-Wurttemberg Province, ใน ประเทศ Germany





อันดับที่ 10 ได้แก่ TWA FLIGHT CENTER อยู่ที่ John F. Kennedy Airport ในประเทศ USA








วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ

ปิรามิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid of Egypt )
        ปิรามิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมสำหรับเป็นที่เก็บศพกษัตริย์อียิปต์โบราณ ในอียิปต์มีอยู่ 70 ด้วยกัน แต่ปิรามิด 3 แห่งที่อยู่เมืองกิซ่า คือ หลุมฝังศพของพระเจ้าฟาโรห์คีออพส์(พระเจ้าคูฟู) คีเฟรน และไมซีรีนัส เป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดสันนิษฐานว่าปิรามิดนี้ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ 4600 ปีมาแล้ว นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและยังคงตั้งตระหง่านอยู่เพียงแห่งเดียวในโลก ใช้เวลาสร้าง 10 ปี





 สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (The Hanging Gardens of Babylon)
        พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ โปรดให้สร้างสวนลอยซึ่งมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วจนกลายเป็น สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลกสวนลอยนี้ เป็นสวนที่สร้างอยู่เหนือพื้นดินบนพื้นที่กึ่งทะเลทราย พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ ทรงสร้างให้พระมเหสีซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งมีดส์ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดี ร่วมกันขับไล่พวกอัสซีเรียออกไปได้ ตามตำนาน พระราชินีเซมีรามิส องค์นี้ทรงอาลัยอาวรณ์ ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาเปอร์เซีย อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนและไม่โปรดความราบเรียบของนครบาบิโลน ดังนั้นจึงมีการสร้างสวนลอยขึ้นเป็นภูเขาซึ่งสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์





 เทวรูปเทพเจ้าซีอุส (The Statue of Zeus at Olympia)
        เทวรูปซีอุส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าแก่สิ่งหนึ่งของโลก คือ สร้างขึ้นประมาณ 2,400 ปีก่อน ระหว่งปี ค.ศ. 53 - 111 ตามตำนานที่จารึกไว้ได้ระบุว่าเทวรูปทำจากงาช้างสูง 58 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติถึง 8 เท่า พระหัตถ์ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับ รูปปั้นแห่งชัยชนะ (A small figure of Victory ) มีเครื่องประดับ ประดาด้วยทองคำล้วน





 มหาวิหารอาร์เทมีส (The Temple of Artemis)
        เป็นวิหารสร้างด้วยหินอ่อน เลียบแบบศิลปะแบบกรีก เพื่อถวายเทพเจ้าอาร์เทมีส (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ของกรีก) ผู้มาจากสวรรค์ ผู้ช่วยชาวเมืองให้พ้นจากหายนะและภัยพิบัติได้ อยู่ในเมืองอีเฟซุสบนชายฝั่งแห่งหนึ่งปัจจุบันนี้ คือประเทศตุรกี ในรัชสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์แห่งกรีก จัดเป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งจนกลายเป็นที่รู้จักว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า





สุสานของกษัตริย์โมโซรุส (The Mausoleum at Halicarnassus)
        สุสานเก่าแก่ของพระเจ้ามุสโซลุส กษัตริย์แห่งเอเซียไมเนอร์ หรือเปอร์เซียในปัจจุบัน สร้างโดยพระมเหสีชื่อ อาเตมีสเซีย ซึ่งเป็นทั้งพระขนิษฐาของพระองค์ด้วย ความตายของพระสวามี ทำให้พระนางเสียพระทัยมากถึงขนาดผสมเถ้าถ่านกระดูกของพระสวามีกับเครื่องดื่มของพระองค์ จึงสร้างสุสานไว้เป็นที่ระลึก คำว่า MAUSOLEUM จึงถูกใช้ขนานนามสุสานขนาดใหญ่ ๆ ในเวลาต่อมา





 เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส (The Colossus of Rhodes)
        เป็นรูปของเทพเจ้าเฮลิออส หรือ อพอลโล สูงถึง 105 ฟุต หรือ 32 เมตร ละหนักถึง 295 ตัน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ในท่ายืน ตัวเทวรูปตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าว องค์เทวรูปยืนถ่างคร่อมปากอ่าว ให้เรือลอดไปมาได้ มีกระจกบานใหญ่ติดอยู่บน อกทำให้เรือที่แล่นออกจากอียิปต์มองเห็นได้ชัดเจน





 หอประภาคารโรส (The Lighthouse of Alexandria )
        ประภาคารนี้ทำด้วยหินอ่อนสีขาวสลีกลวดลาย วิจิตรงดงาม ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน ท่าเรือของเกาะฟาโรส สร้างในสมัยพระเจ้าปโตเลมีที่สองของอียิปต์ช่วงปี 270 ปีก่อนคริสตกาลสิออกแบบโดยสถาปนิกชาวกรีกชื่อโซสตราโตส



ที่มา  http://www.panyathai.or.th
  

เรือโดยสารควีนแมรี (ยุคปัจจุบัน)

เรือควีนแมรี่ ถูกจัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยปัจจุบัน เพราะเป็นเรือเดินสุมทรขนาดใหญ่ ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1939 ที่อู่ต่อเรือในสก็อตแลนด์ ยาว 1004 ฟุต สูง 180 ฟุต หนัก 80773 ตัน มีอัตราความเร็ว 30 นอตต่อชั่วโมง บรรทุกผู้โดยสารได้ 2075 คน สิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในสมัยนั้น
                             ความหรูหราและความยิ่งใหญ่ของเรือควีนแมรี่ ถูกบันทึกไว้เป็นตำนาน เล่าขานถึงความสามารถในด้านวิศวกรรมการต่อเรือของมนุษย์ในยุคนั้น ภายในเรือมีร้านอาหาร ห้องพัก คลีนิครักษาพยาบาล โรงพิมพ์ ห้องสมุด และสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน บนดาดฟ้าเรือ มีพื้นที่กว้างถึง 3 เอเคอร์ ใช้เป็นสถานที่เล่นกีฬา และจัดงานเลี้ยงได้อย่างดี
                               เรือโดยสารควีนแมรี่ ใช้เป็นเรือเดินสมุทรได้ระยะหนึ่ง ต่อมาในปี ค.ศ. 1967 จึงได้ถูกดัดแปลงเป็นภัตตาคาร โรงแรม และพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ตั้งอยู่ที่ลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ซึ่งยังคงให้บริการนักท่องเที่ยวมาจนทุกวันนี้ แม้ในปัจจุบันจะมีการต่อเรือเดินสมุทรที่มีขนาดใหญ่กว่าเรือควีนแมรี่แล้วก็ตาม แต่ถ้าพิจารณาย้อนไปเมื่อ 50 ปีก่อน นับได้ว่าเรือควีนแมรี่ เป็นประดิษฐกรรมที่ล้ำยุค ของมนุษย์ในสมัยนั้นเลยทีเดียว.


ที่มา:http://www.baanjomyut.com/library/wonderful/queenmary.html

ปราสาทตาพรหมของอาณาจักรขอม

                 ออกจากปราสาทบันทายศรี หรือปราสาทที่เป็นผลงานของสตรีเพื่อสร้างถวายพระอีศวร ไกด์เขมรบอกว่ามาเที่ยวปราสาทบันทายศรีเป็นแห่งแรก ถือว่าเป็นการอุ่นเครื่อง แต่สำหรับปราสาทตาพรหมที่กำลังเดินทางจะเป็นของจริง ที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่าบันทายศรีมาก แต่ก็บอกว่าร่มรื่นกว่า และอากาศไม่ค่อยร้อนมาก

ปราสาทตาพรหม เป็นปราสาทหินในยุคสุดท้ายของอาณาจักรขอม สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พ.ศ. 1729 หลังครองราชย์ได้ 5 ปี โดยสร้างเพื่ออุทิศถวายให้กับพระมารดาพระนางชัยราชจุฑามณี ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เดิมปราสาทตาพรหมเป็นราชวิหาร หรือวัดของพระราชา แต่ต่อมาเรียกว่าปราสาทตาพรหม หรือปราสาทของพรหมผู้เฒ่า หรือพระพรหมผู้สูงอายุ

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงศรัทธาพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า และนับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ในช่วงเวลาที่ครองอำนาจได้แผ่ขยายอาณาจักรขอมไปทางทิศเหนือ และทิศตะวันตกจนถึงดินแดนของพม่า -ไทย และลงไปแหลมมลายู

สำหรับสยามประเทศ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างปราสาทพนมรุ้ง (บุรีรัมย์ ) ปราสาทหินพิมาย (นครราชสีมา) และ ปราสาทเมืองสิงห์ (กาญจนบุรี) ซึ่งในยุคสมัยนั้นทางแถบภาคอีสานของไทยบางจังหวัดตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรขอม

ปราสาทตาพรหมสร้างโดยกษัตริย์ที่ทรงเลื่อมใสพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน บริเวณปราสาทจึงมีหินสลักพระพุทธรูปหรือพระพุทธเจ้าตามผนังต่างๆ แต่ภายหลังจากที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคต กษัตริย์องค์ต่อๆมาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่นับถือศาสนาฮินดู จึงได้ทำลายพระพุทธรูป และรูปบูชาอื่นๆที่เป็นสัญญลักษณ์ในทางพระพุทธศาสนาจนหมดสิ้น บางแห่งก็ได้นำศิวลึงค์ซึ่งเป็นรูปบูชาของศาสนาฮินดูมาตั้งแทนพระพุทธรูป

ต้นสะปง หรือ ต้นสำโรง(ชื่อไทย) ต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมปราสาทไม่ต่างกับปราสาทร้างในเทพนิยาย จนวงการภาพยนต์ใหญ่ๆระดับฮอลลีวู๊ด ใช้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนต์หลายเรื่องเช่น Kingkong , Indiana Jones ล่าสุดในเรื่อง Tumb Rider

ต้นสะปงยักษ์ที่มีอายุหลายร้อยปี ในวันนี้ก็ต้องบอกว่ากลายเป็นพระเอกของปราสาทตาพรหมไปแล้ว ถูกนักท่องเที่ยวถ่ายภาพมากที่สุด จนต้องเข้าคิวรอกันนานหลายนาที โดยเฉพาะวันนี้เป็นวันหยุดวิสาขบูชาของไทย จึงมีคนไทยมากกว่าชาติใดๆ รองมาก็น่าจะเป็นเกาหลี และญี่ปุ่น

ปราสาทตาพรหมต่างกับปราสาทหินอื่นๆที่ส่วนใหญ่จะตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางแจ้ง แต่ปราสาทตาพรหมซ่อนตัวอยู่ในป่ารก ท่ามกลางใม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีอายุหลายร้อยปี จนทำให้พื้นที่บริเวณปราสาทดูร่มรื่น

เที่ยวปราสาทนี้ปราสาทเดียวก็ถือว่าเกินคุ้มกับทัวร์เขมรแล้วครับ เพราะมันยิ่งใหญ่อลังการเกินกว่าที่คิดไว้มาก ดูจากภาพยนต์สารคดี หรือดูจากภาพถ่ายที่เห็นกันอยู่บ่อยๆก็เท่านั้น แต่พอมาเห็นของจริงแล้วมัน 360 องศา รอบทิศไปหมด มานั่งงงและสับสนว่า มนุษย์ตัวเล็กๆ สองมือ สองเท้า สร้างกันได้อย่างไร หินแต่ละก้อนก็ใหญ่โตมโหฬารและหนักหลายตัน ถูกนำมาตัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ก่อขึ้นมาเป็นปราสาท แถมยังแกะสลักให้เป็นลวดลายได้สวยงาม โดยเฉพาะรูปสลักนางอัปสรหรือนางรำ มีอยู่เต็มไปหมด เห็นแล้วก็อดชื่นชมพวกขอมสมัยก่อนไม่ได้ว่า แกะสลักหินกันได้เก่งเหลือหลาย โดยเฉพาะ นางอัปสรแต่ละนางมีหน้าอกหน้าใจใหญ่โตกว่าคนเขมรในปัจจุบันมาก หรือว่าสตรีขอมในสมัยก่อนมีอกโตๆกันแบบนี้

เรื่องนี้ผมไม่กล้าถามไกด์เขมรหรอกครับ กลัวจะโดนตำหนิว่า" คนไทยคิดแต่เรื่องลามกจกเปรต "
ก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ เพียงแต่สงสัยเท่านั้นเอง

ปราสาทตาพรหมถูกทิ้งร้างมานานถึง 500 ปี คงนานพอที่จะทำให้ต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม น่าแปลกเหมือนกันว่า ทำไมปราสาทอื่นๆถึงไม่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมมากเหมือนที่นี่ ทั้งที่ก็อยู่ในป่าเหมือนกัน


ที่มา http://www.bondstreettour.com/8_trip_gallery/cambodia/cambodia04.htm

11 Angkor Wat

นครวัด (เขมร: អង្គរវត្ត) เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตัวเทวสถานถือเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยคลาสสิกรุ่งเรือง และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏในธงชาติ และเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศ ตลอดจนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร
ปราสาทนครวัดได้เริ่มสร้างในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือ พระนารายณ์ ในปี พ.ศ. 1720 ชาวจามได้บุกรุกขอม ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองนครหลวง หรือ เสียมราฐ ในปัจจุบัน หลังจากนั้น พระองค์จึงสร้างเมืองนครธม และ ปราสาทบายน ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางเหนือ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของชาวขอม
ในปี ค.ศ. 1586 (พ.ศ. 2129) ได้มีนักบวชจากโปรตุเกส นามว่า อันโตนิโอ ดา มักดาเลนา เป็นชาวตะวันตกคนแรกที่ได้ไปเยือนปราสาทนครวัด แต่ที่จะถือว่าเป็นการเปิดประตูให้แก่ปราสาทนครวัดสู่สายตาชาวโลกนั้น คือการค้นพบของ อองรี มูโอต์ นักสะสมแมลงและนักสำรวจชาวฝรั่งเศส เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้วมา ที่จริงชาวกัมพูชาไม่เคยละทิ้งนครวัดไปเพราะหลังจากมีการย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่พนมเปญแล้ว ชาวบ้านก็ได้เขาไปตั้งรกรากภายในเขตนครวัดเรื่อยมา ปราสาทนครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างในยุคสิ้นสุดของราชอาณาจักรขะแมร์ โดยมีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก
ปราสาทนครวัดมีขนาดใหญ่มากถึง 200,000 ตารางเมตร ตัวปราสาทสูง 60 เมตร ยาว 100 เมตร และกว้าง 80 เมตร มีแผนผังที่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทขอม มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติของศูนย์กลางจักรวาล มีกำแพงด้านนอกยาวด้านละ 1.5 กิโลเมตร มีคูน้ำล้อมรอบตามแบบ มหาสมุทรบนสวรรค์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
ใช้หินรวม 600,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้แรงงานช้างกว่า 40,000 เชือก และแรงงานคนนับแสนขนหินและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ชึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร มาสร้าง
ปราสาทนครวัด มีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10 ตัน ใช้เวลาสร้างร่วม 100 ปี ใช้ช่างแกะสลัก 5,000 คน และใช้เวลาถึง 40 ปี
หอสูง 60 กว่าเมตรศูนย์กลางของกลุ่มปราสาท อันเปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาลนั้น มีทางเดินขึ้นที่ชันมาก ราว 50 องศา แต่ก็กลับเป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยจะต้องปีนขึ้นไปและไต่ลงมา ที่จุดบนสุดของหอนี้จะมองเห็นวิวที่สวยสุดของปราสาทนครวัด



ที่มา  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94

10 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

10 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่เราไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่
หลายคนคงเบื่อพีระมิด หรือกำแพงเมืองจีนที่ไม่รู้มันจะออกสารคดีบ่อยๆ อะไรนักอะไรหนา เอาเป็นว่าวันนี้เราจะพาไปดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่คนรู้จักกันด้วยและมีไม่กี่คนที่ได้เห็น มันอาจไม่มีชื่อเสียงเท่า 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่มันก็ช่างเหลือเชื่อ และสวยงาม จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์

เรียงจาก 10-1
10. Banaue Rice Terraces
บันไดข้าวที่บานาเวนั้นเป็นการเกาะสลักภูเขาทั้งลูกในการอยู่ในจังหวัดอีฟูเกา ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อใช้ในการปลูกข้าว จากประวัตินั้นมันมีอายุกว่าพันปี สมัยก่อนนั้นการทำนาจะต้องใช้พื้นที่ราบ หากแต่พื้นที่ภูมิประเทศนี้เต็มไปด้วยเขาสูงมีที่ราบน้อย  น้ำและเนื้อที่ในการทำการเกษตรจึงเป็นปัญหา ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน จึงได้คิดวิธีทำนาแบบขั้นบันไดขึ้นตามไหล่เขา โดยสกัดไหล่เขาให้เป็นชั้น ๆ ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได  เพื่อช่วยเพิ่มเนื้อที่ในการเพาะปลูก  เป็นการรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้างไป อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งในแง่การชลประทานโดยการเก็บกักน้ำฝน และยังช่วยป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย โดยนาข้าวที่บานาเวนั้นเป็นภูเขาสูงอยู่เหนือน้ำทะเล 5,000 ฟุต นาข้าวแต่ละแห่งมีเนื้อที่ 10,360 ตารางกิโลเมตร และในปี ค.ศ.1985 องค์การยูเนสโกได้จัดสถานที่นี้เป็นมรดกของโลก

9. Sigiriya
คีริยา เป็นเมืองใหญ่โบราณมหึมาของศรีลังกา สร้างขึ้นโดยพระเจ้ากัสสัปปะ ประมาณ ค.ศ. 470 โดยพระองค์ได้สร้างเมืองนี้ขึ้นอยากให้มันเป็นโลกศักดิ์สิทธ์ของพระองค์ เป็นสวรรค์ตนเองอยู่บนตำแหน่งสูงสุด และมันก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ เพราะมันที่ใหญ่อลังการมาก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,300,000 ตารางเมตร มีถนน มีระบบชลประทาน และสถานที่เกี่ยวกับศาสนามากมาก หนึ่งในนั้นนั่นก็คือถ้ำที่พระองค์ทรงสร้างเพื่อมอบแก่พุทธสาวกได้ปฏิบัติธรรม0 แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือที่ใจกลางเมือง มีภูผาหินขนาดยักษ์ ที่เป็นที่ตั้งของพระราชวังกับป้อมปราการอันน่าเกรงขามและทิวทัศน์ตระการตาสวยงาม ฐานของป้อมที่ก่อด้วยอิฐ มีอายุมากกว่า 1,500 ปี ฮินดู และเป็นหนึ่งในมรดกโลกของศรีลังกา

8. Torun
เมืองทอรูน เป็นเมืองทางเหนือในประเทศโปแลนด์ ที่ยังคงสภาพเป็นเมืองเก่าสมันกลางไว้ได้ ที่นี้เป็นบ้านเกิดของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส( Nicolaus Copernicus)นักดาราศาสตร์ที่เสนอทฤษฏีว่าโลกเป็นจุดศูนย์กลาง โดยอายุของเมืองนี้มีมาอย่างยาวนานถึง 1,100 ปี ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานเก่าของโปแลนด์ โดดเด่นคือเป็นเมืองศูนย์กลางค้าและสถานที่เก่าแก่มากมาย และไม่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยแต่อย่างใด

7. Tower of Hercules
10 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ประภาคารเฮอร์คิวลิส เป็นประภาคารและสถานที่ทางเข้าของ 'ลา คอรุญญา' ท่าเรือสำคัญ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน เมืองแห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวโรมันมาถึงบริเวณเมืองนี้ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ผู้อาศัยในนิคมนี้ได้สร้างตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ไว้ และในไม่ช้าเมืองนี้ก็มีความสำคัญขึ้นในการค้าทะเล และหอหอเฮอร์คิวลิส เป็นประภาคารที่เปิดทำการต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 1,900 ปี ซึ่งในบริเวณเดียวกันมีสวนประติมากรรม หินแกะสลักจากเหล็กและสุสานมุสลิม ในยุคที่อาณาจักรโรมันยังเรืองอำนาจ ถือเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่บ่งบอกถึงประภาคารโบราณสมัยกรีก-โรมัน ซึ่งยังคงให้เห็นความสมบูรณ์แบบของรังวัดในโครงสร้างและการทำหน้าที่แต่ละ ส่วนสอดคล้องต่อเนื่อง

6. Ajanta Caves
10 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ถ้ำอชันตา ได้ชื่อว่าเป็นวัดถ้ำในพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อน ในบริเวณฝั่งตะวันตกของที่ราบสูงเดกกัน โดยวิธีการสร้างนั้นเป็นขุดเจาะเข้าไปในหินบาซอลต์ (แกรนิตแข็ง) โดยขุดจากหินก้อนเดียวจนเป็นวิหารขนาดใหญ่โดยใช้สิวและค้อนเท่านั้น ระยะเวลาการเจาะทั้งหมด 800 ปี เริ่มเจาะตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 3 จนกลายเป็นถ้ำมากกว่า 30 ถ้ำ เรียงตัวต่อเนื่องกันยาวหลายร้อยเมตรบนเชิงเขาสูงวงโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว ภายในมีวิหารขนาดใหญ่ภายในเต็มไปด้วยงานแกะสลักหิน เป็นเจดีย์ เป็นพระพุทธรูป เป็นเรื่องราวต่างๆ ในพุทธประวัติและชาดกเต็มไปหมด  โดยไม่ผุพังตามกาลเวลาแม้แต่น้อย โดยสถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่ของสงฆ์เพื่ออยู่อย่างสันโดษ แต่แล้วสถานที่แห่งหนึ่งก็เริ่มหมดความสำคัญลง เมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อม ขาดการดูแล และถูกทิ้งร้างไปในที่สุด และได้เลือนหายไปจากความทรงจำของชาวอินเดีย จนมาถูกค้นพบโดยกองทหารอังกฤษ นำโดยร้อยเอกจอห์น สมิธ เมื่อ 1819

5. Valley of Flowers
เป็นสถานที่มาท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อยู่ในเทือกเขาหิมาลัย ในรัฐ Uttaranchal ซึ่งอยู่ทางเหนือของอินเดีย ประเทศอินเดีย ที่ถูกยอมรับว่าเป็นสถานที่มีชื่อเสียง สวยงามอย่างกับสวรรค์บนดินจนถูกนำมาบรรยายในวรรณคดีมาหลายศตวรรษและปรากฏในศาสนาฮินดูมาช้านานเพราะที่นั้นมีทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์เฮ็มกุน (Hemkund Sahib)ที่พวกพราหมณ์ชอบนำน้ำในแม่น้ำนี้มาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาประจำ(ใครเคยดูสารคดีตามรอยพระพุทธเจ้าอาจคุ้นๆ) อีกทั้งนักพฤษศาสตร์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะที่นั้นเต็มไปด้วยพรรณไม้ ดอกไม้นานาพันธุ์ และสถานที่แห่งนี้ได้ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในปี 1982 และเป็นมรดกโลก

4. Metéora
10 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
เมทิโอร่า ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศกรีซ เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมา ด้วยความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างอยู่บนก้อนหินใหญ่สูงสง่า  โดยอดีตสถานที่แห่งนึ้ถูกใช้เป็นที่พํานักของนักบวชคริสตนิกายออร์โธด็อกซ ซึ่งไดสร้างอารามไว้บนยอดเขาด้วยมีความเชื่อที่ว่า จะได้ใกล้ชิดกับสวรรค และเป็นการง่ายต่อการป้องกันศาสนาอื่นมารุกรานอีกด้วย ด้วยความโดดเด่นของการสร้างสรรค์ของศิลปะแบบไบแซนไทน์ เมทิโอร่า จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก้ใน ปี 1988

3.Bagan
10 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
พุกาม เป็นเมืองในประเทศพม่า เคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณพุกาม (1044 - 1287) เป็นอาณาจักรแห่งแรกในประวัติศาสตร์พม่า ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ (Mandalay Division) อยู่ห่างประมาณ 90 ไมล์ หรือ 145 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมัณฑะเลย์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เขตเมืองเก่า (เขตที่ตั้งอาณาจักรพุกาม) เขตเมืองใหม่ (เขตที่อยู่อาศัยปัจจุบัน) และยองอู (เขตพาณิชยกรรมและเศรษฐกิจ) มีสนามบินชื่อ สนามบินยองอู เป็นสนามบินประจำเมือง รายได้หลักของเมืองคือ การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนที่นี่เสมอทุกช่วงปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากแถบเอเชียด้วยกัน เนื่องจากพุกามได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งทะเลเจดีย์ที่สวยงามและมีคุณค่า หรือ ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์ เพราะในสมัยรุ่งเรืองเคยมีเจดีย์มากมายถึง 4,446 องค์ ปัจจุบันเหลือแค่เพียง 2,217 องค์  น่าเสียดายตอนนี้พุกามเป็นเมืองที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ทั้ง ๆ ที่มีคุณสมบัติเต็มพร้อม ปัจจุบันรัฐบาลทหารพม่ากำลังพยายามเร่งเสนอชื่อและเตรียมความพร้อมให้เป็นมรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรมแห่งต่อไป

2. Leptis Magna
10 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
เมืองเลปติส เมกนา ตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงทริโปลีในประเทศลิเบียถูกขนาม นามว่าเป็น อาณาจักรโรมันที่มีชื่อเสียงและงดงามมากที่สุดในแอฟริกา ซึ่งปัจจุบันยังคงสภาพ ความรุ่งโรจน์ ด้วยเพราะอาณาจักรถูกสร้างโดยหินปูน จึงทำให้ทนต่อการเกิดแผ่นดินไหวนับครั้ง ไม่ถ้วน  จุดเด่นของเมืองมิใช่เพียงแค่ความงาม เท่านั้น แต่ผังเมืองที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ไม่ว่า จะเป็นถนน, อาคารซึ่งถูกประดับตกแต่งอย่างงดงาม, โรงอาบน้ำโรมัน ซึ่งถูกวางผังไว้ในตำแหน่ง เหมาะสม, สภาประชุม, หอประชุมสำหรับขุนนาง หรือไม่ว่าจะเป็น โรงละคร หรือคอมเพล็กซ์
สำหรับการพักผ่อนเพลิดเพลินของประชาชน แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักร เล ปติส เมกนา ในช่วงเวลา ปี 111 ก่อนคริสต์กาล จนถึงช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ปี ค.ศ. 211 โดยกษัตริย์ Septimus Severus อาณาจักรเริ่มเสื่อมสลายในช่วงศตวรรษที่ 4 และท้ายที่สุดโดนทรายแห่ง อาหรับลบเลือนไปจากโลกภายนอกปัจจุบัน อาณาจักรเลปติส เมกนา ถูกค้นพบอีกครั้งโดยนัก โบราณคดีชาวยุโรป และยังคงสภาพสมบูรณ์ไว้อย่างชัดเจน จน องค์การยูเนสโก้ประกาศเป็น มรดกโลกในปี ค.ศ.1982

1.The Library of Celsus
10 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ห้องสมุดเซลซุสตั้ง เมืองเอเฟซุส ประเทศตุรกี ซึ่งเมืองเอเฟซุสเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยปลายยุคโลหะ ในราวศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล ภายใต้การปกครองของอาณาจักรลิเดีย เอเฟซุสเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและมั่งคั่งที่สุดในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้งภายใต้การปกครองของโรมัน เป็นเมืองใหญ่ที่สุด 1 ใน 5 ของจักรวรรดิโรมัน และใหญ่ที่สุดในเขตเอเชีย... และห้องสมุดเซสซุสก็เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่หลงเหลืออยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ ปัจจุบันเหลือเฉพาะด้านหน้าของอาคารเท่านั้น ห้องสมุดเซลซุส เป็นอาคาร 2 ชั้น สร้างในปี ค.ศ.114-117 โดย ดิเบริอุส จูลิอุส อาควิลา เพื่ออุทิศให้กับ 'ดิเบริอุส จูลิอุส เซลซุส' ผู้เป็นบิดา โดยฝังโลงศพหินเอาไว้ที่ใต้หอสมุดและใช้เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ แสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ในอดีต ห้องสมุดแห่งนี้มีทางเข้า 3 ทาง โดยบริเวณประตูทางเข้ามีรูปแกะสลักเทพี 4 องค์ประดับอยู่ ได้แก่ เทพีแห่งปัญญา เทพีแห่งคุณธรรม เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด และเทพีแห่งความรู้ รูปแกะสลักเทพีทั้ง 4 องค์นี้เป็นของจำลอง ส่วนของจริงนักโบราณคดีชาวออสเตรียได้นำกลับไปออสเตรีย และตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กรุงเวียนนา