รูป เบา เบา
วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
10 อันดับ สิ่งก่อสร้างที่สวยที่สุดในโลก แห่งปี 2011
อันดับที่ 1 ได้แก่ Mequita de Cardoba อยู่ที่ Kardoba ในประเทศ Spain
อันดับที่ 2 ได้แก่ Hoover Dam อยู่ที่ Black Canyon, Colorado River ในประเทศ USA
อันดับที่ 3 ได้แก่ Shwedagon Pagoda อยู่ที่ Yangdon ในประเทศ Myanmor
อันดับที่ 4 ได้แก่ Majolica House อยู่ที่ wina ในประเทศ Austra
อันดับที่ 5 ได้แก่ Opera de Arame อยู่ที่ Curitiba, Parama ในประเทศ Brazil
อันดับที่ 6 ได้แก่ 30 St. Mary Axe อยู่ที่ London ในประเทศ United Kingdom
อันดับที่ 7 ได้แก่ Jantar Mantar อยู่ที่ Jaipur, Rajasthan ในประเทศ India
อันดับที่ 8 ได้แก่ Golden Pavilion อยู่ที่ Kyoto, Honshu Island ในประเทศ Japan
อันดับที่ 9 ได้แก่ Wiblingen Abbey Library อยู่ที่ Ulm, Badem-Wurttemberg Province, ใน ประเทศ Germany
อันดับที่ 10 ได้แก่ TWA FLIGHT CENTER อยู่ที่ John F. Kennedy Airport ในประเทศ USA
วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ
ปิรามิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid of Egypt )
ปิรามิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมสำหรับเป็นที่เก็บศพกษัตริย์อียิปต์โบราณ ในอียิปต์มีอยู่ 70 ด้วยกัน แต่ปิรามิด 3 แห่งที่อยู่เมืองกิซ่า คือ หลุมฝังศพของพระเจ้าฟาโรห์คีออพส์(พระเจ้าคูฟู) คีเฟรน และไมซีรีนัส เป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดสันนิษฐานว่าปิรามิดนี้ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ 4600 ปีมาแล้ว นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและยังคงตั้งตระหง่านอยู่เพียงแห่งเดียวในโลก ใช้เวลาสร้าง 10 ปี
สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (The Hanging Gardens of Babylon)
พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ โปรดให้สร้างสวนลอยซึ่งมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วจนกลายเป็น สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลกสวนลอยนี้ เป็นสวนที่สร้างอยู่เหนือพื้นดินบนพื้นที่กึ่งทะเลทราย พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ ทรงสร้างให้พระมเหสีซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งมีดส์ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดี ร่วมกันขับไล่พวกอัสซีเรียออกไปได้ ตามตำนาน พระราชินีเซมีรามิส องค์นี้ทรงอาลัยอาวรณ์ ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาเปอร์เซีย อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนและไม่โปรดความราบเรียบของนครบาบิโลน ดังนั้นจึงมีการสร้างสวนลอยขึ้นเป็นภูเขาซึ่งสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์
เทวรูปเทพเจ้าซีอุส (The Statue of Zeus at Olympia)
เทวรูปซีอุส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าแก่สิ่งหนึ่งของโลก คือ สร้างขึ้นประมาณ 2,400 ปีก่อน ระหว่งปี ค.ศ. 53 - 111 ตามตำนานที่จารึกไว้ได้ระบุว่าเทวรูปทำจากงาช้างสูง 58 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติถึง 8 เท่า พระหัตถ์ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับ รูปปั้นแห่งชัยชนะ (A small figure of Victory ) มีเครื่องประดับ ประดาด้วยทองคำล้วน
มหาวิหารอาร์เทมีส (The Temple of Artemis)
เป็นวิหารสร้างด้วยหินอ่อน เลียบแบบศิลปะแบบกรีก เพื่อถวายเทพเจ้าอาร์เทมีส (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ของกรีก) ผู้มาจากสวรรค์ ผู้ช่วยชาวเมืองให้พ้นจากหายนะและภัยพิบัติได้ อยู่ในเมืองอีเฟซุสบนชายฝั่งแห่งหนึ่งปัจจุบันนี้ คือประเทศตุรกี ในรัชสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์แห่งกรีก จัดเป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งจนกลายเป็นที่รู้จักว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า
สุสานของกษัตริย์โมโซรุส (The Mausoleum at Halicarnassus)
สุสานเก่าแก่ของพระเจ้ามุสโซลุส กษัตริย์แห่งเอเซียไมเนอร์ หรือเปอร์เซียในปัจจุบัน สร้างโดยพระมเหสีชื่อ อาเตมีสเซีย ซึ่งเป็นทั้งพระขนิษฐาของพระองค์ด้วย ความตายของพระสวามี ทำให้พระนางเสียพระทัยมากถึงขนาดผสมเถ้าถ่านกระดูกของพระสวามีกับเครื่องดื่มของพระองค์ จึงสร้างสุสานไว้เป็นที่ระลึก คำว่า MAUSOLEUM จึงถูกใช้ขนานนามสุสานขนาดใหญ่ ๆ ในเวลาต่อมา
เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส (The Colossus of Rhodes)
เป็นรูปของเทพเจ้าเฮลิออส หรือ อพอลโล สูงถึง 105 ฟุต หรือ 32 เมตร ละหนักถึง 295 ตัน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ในท่ายืน ตัวเทวรูปตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าว องค์เทวรูปยืนถ่างคร่อมปากอ่าว ให้เรือลอดไปมาได้ มีกระจกบานใหญ่ติดอยู่บน อกทำให้เรือที่แล่นออกจากอียิปต์มองเห็นได้ชัดเจน
หอประภาคารโรส (The Lighthouse of Alexandria )
ประภาคารนี้ทำด้วยหินอ่อนสีขาวสลีกลวดลาย วิจิตรงดงาม ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน ท่าเรือของเกาะฟาโรส สร้างในสมัยพระเจ้าปโตเลมีที่สองของอียิปต์ช่วงปี 270 ปีก่อนคริสตกาลสิออกแบบโดยสถาปนิกชาวกรีกชื่อโซสตราโตส
ปิรามิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมสำหรับเป็นที่เก็บศพกษัตริย์อียิปต์โบราณ ในอียิปต์มีอยู่ 70 ด้วยกัน แต่ปิรามิด 3 แห่งที่อยู่เมืองกิซ่า คือ หลุมฝังศพของพระเจ้าฟาโรห์คีออพส์(พระเจ้าคูฟู) คีเฟรน และไมซีรีนัส เป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดสันนิษฐานว่าปิรามิดนี้ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ 4600 ปีมาแล้ว นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและยังคงตั้งตระหง่านอยู่เพียงแห่งเดียวในโลก ใช้เวลาสร้าง 10 ปี
สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (The Hanging Gardens of Babylon)
พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ โปรดให้สร้างสวนลอยซึ่งมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วจนกลายเป็น สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลกสวนลอยนี้ เป็นสวนที่สร้างอยู่เหนือพื้นดินบนพื้นที่กึ่งทะเลทราย พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ ทรงสร้างให้พระมเหสีซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งมีดส์ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดี ร่วมกันขับไล่พวกอัสซีเรียออกไปได้ ตามตำนาน พระราชินีเซมีรามิส องค์นี้ทรงอาลัยอาวรณ์ ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาเปอร์เซีย อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนและไม่โปรดความราบเรียบของนครบาบิโลน ดังนั้นจึงมีการสร้างสวนลอยขึ้นเป็นภูเขาซึ่งสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์
เทวรูปเทพเจ้าซีอุส (The Statue of Zeus at Olympia)
เทวรูปซีอุส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าแก่สิ่งหนึ่งของโลก คือ สร้างขึ้นประมาณ 2,400 ปีก่อน ระหว่งปี ค.ศ. 53 - 111 ตามตำนานที่จารึกไว้ได้ระบุว่าเทวรูปทำจากงาช้างสูง 58 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติถึง 8 เท่า พระหัตถ์ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับ รูปปั้นแห่งชัยชนะ (A small figure of Victory ) มีเครื่องประดับ ประดาด้วยทองคำล้วน
มหาวิหารอาร์เทมีส (The Temple of Artemis)
เป็นวิหารสร้างด้วยหินอ่อน เลียบแบบศิลปะแบบกรีก เพื่อถวายเทพเจ้าอาร์เทมีส (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ของกรีก) ผู้มาจากสวรรค์ ผู้ช่วยชาวเมืองให้พ้นจากหายนะและภัยพิบัติได้ อยู่ในเมืองอีเฟซุสบนชายฝั่งแห่งหนึ่งปัจจุบันนี้ คือประเทศตุรกี ในรัชสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์แห่งกรีก จัดเป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งจนกลายเป็นที่รู้จักว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า
สุสานของกษัตริย์โมโซรุส (The Mausoleum at Halicarnassus)
สุสานเก่าแก่ของพระเจ้ามุสโซลุส กษัตริย์แห่งเอเซียไมเนอร์ หรือเปอร์เซียในปัจจุบัน สร้างโดยพระมเหสีชื่อ อาเตมีสเซีย ซึ่งเป็นทั้งพระขนิษฐาของพระองค์ด้วย ความตายของพระสวามี ทำให้พระนางเสียพระทัยมากถึงขนาดผสมเถ้าถ่านกระดูกของพระสวามีกับเครื่องดื่มของพระองค์ จึงสร้างสุสานไว้เป็นที่ระลึก คำว่า MAUSOLEUM จึงถูกใช้ขนานนามสุสานขนาดใหญ่ ๆ ในเวลาต่อมา
เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส (The Colossus of Rhodes)
เป็นรูปของเทพเจ้าเฮลิออส หรือ อพอลโล สูงถึง 105 ฟุต หรือ 32 เมตร ละหนักถึง 295 ตัน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ในท่ายืน ตัวเทวรูปตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าว องค์เทวรูปยืนถ่างคร่อมปากอ่าว ให้เรือลอดไปมาได้ มีกระจกบานใหญ่ติดอยู่บน อกทำให้เรือที่แล่นออกจากอียิปต์มองเห็นได้ชัดเจน
หอประภาคารโรส (The Lighthouse of Alexandria )
ประภาคารนี้ทำด้วยหินอ่อนสีขาวสลีกลวดลาย วิจิตรงดงาม ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน ท่าเรือของเกาะฟาโรส สร้างในสมัยพระเจ้าปโตเลมีที่สองของอียิปต์ช่วงปี 270 ปีก่อนคริสตกาลสิออกแบบโดยสถาปนิกชาวกรีกชื่อโซสตราโตส
เรือโดยสารควีนแมรี (ยุคปัจจุบัน)
เรือควีนแมรี่ ถูกจัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยปัจจุบัน เพราะเป็นเรือเดินสุมทรขนาดใหญ่ ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1939 ที่อู่ต่อเรือในสก็อตแลนด์ ยาว 1004 ฟุต สูง 180 ฟุต หนัก 80773 ตัน มีอัตราความเร็ว 30 นอตต่อชั่วโมง บรรทุกผู้โดยสารได้ 2075 คน สิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในสมัยนั้น ความหรูหราและความยิ่งใหญ่ของเรือควีนแมรี่ ถูกบันทึกไว้เป็นตำนาน เล่าขานถึงความสามารถในด้านวิศวกรรมการต่อเรือของมนุษย์ในยุคนั้น ภายในเรือมีร้านอาหาร ห้องพัก คลีนิครักษาพยาบาล โรงพิมพ์ ห้องสมุด และสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน บนดาดฟ้าเรือ มีพื้นที่กว้างถึง 3 เอเคอร์ ใช้เป็นสถานที่เล่นกีฬา และจัดงานเลี้ยงได้อย่างดี เรือโดยสารควีนแมรี่ ใช้เป็นเรือเดินสมุทรได้ระยะหนึ่ง ต่อมาในปี ค.ศ. 1967 จึงได้ถูกดัดแปลงเป็นภัตตาคาร โรงแรม และพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ตั้งอยู่ที่ลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ซึ่งยังคงให้บริการนักท่องเที่ยวมาจนทุกวันนี้ แม้ในปัจจุบันจะมีการต่อเรือเดินสมุทรที่มีขนาดใหญ่กว่าเรือควีนแมรี่แล้วก็ตาม แต่ถ้าพิจารณาย้อนไปเมื่อ 50 ปีก่อน นับได้ว่าเรือควีนแมรี่ เป็นประดิษฐกรรมที่ล้ำยุค ของมนุษย์ในสมัยนั้นเลยทีเดียว. |
ที่มา:http://www.baanjomyut.com/library/wonderful/queenmary.html
ปราสาทตาพรหมของอาณาจักรขอม
ออกจากปราสาทบันทายศรี หรือปราสาทที่เป็นผลงานของสตรีเพื่อสร้างถวายพระอีศวร ไกด์เขมรบอกว่ามาเที่ยวปราสาทบันทายศรีเป็นแห่งแรก ถือว่าเป็นการอุ่นเครื่อง แต่สำหรับปราสาทตาพรหมที่กำลังเดินทางจะเป็นของจริง ที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่าบันทายศรีมาก แต่ก็บอกว่าร่มรื่นกว่า และอากาศไม่ค่อยร้อนมาก
ปราสาทตาพรหม เป็นปราสาทหินในยุคสุดท้ายของอาณาจักรขอม สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พ.ศ. 1729 หลังครองราชย์ได้ 5 ปี โดยสร้างเพื่ออุทิศถวายให้กับพระมารดาพระนางชัยราชจุฑามณี ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เดิมปราสาทตาพรหมเป็นราชวิหาร หรือวัดของพระราชา แต่ต่อมาเรียกว่าปราสาทตาพรหม หรือปราสาทของพรหมผู้เฒ่า หรือพระพรหมผู้สูงอายุ
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงศรัทธาพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า และนับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ในช่วงเวลาที่ครองอำนาจได้แผ่ขยายอาณาจักรขอมไปทางทิศเหนือ และทิศตะวันตกจนถึงดินแดนของพม่า -ไทย และลงไปแหลมมลายู
สำหรับสยามประเทศ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างปราสาทพนมรุ้ง (บุรีรัมย์ ) ปราสาทหินพิมาย (นครราชสีมา) และ ปราสาทเมืองสิงห์ (กาญจนบุรี) ซึ่งในยุคสมัยนั้นทางแถบภาคอีสานของไทยบางจังหวัดตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรขอม
ปราสาทตาพรหมสร้างโดยกษัตริย์ที่ทรงเลื่อมใสพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน บริเวณปราสาทจึงมีหินสลักพระพุทธรูปหรือพระพุทธเจ้าตามผนังต่างๆ แต่ภายหลังจากที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคต กษัตริย์องค์ต่อๆมาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่นับถือศาสนาฮินดู จึงได้ทำลายพระพุทธรูป และรูปบูชาอื่นๆที่เป็นสัญญลักษณ์ในทางพระพุทธศาสนาจนหมดสิ้น บางแห่งก็ได้นำศิวลึงค์ซึ่งเป็นรูปบูชาของศาสนาฮินดูมาตั้งแทนพระพุทธรูป
ต้นสะปง หรือ ต้นสำโรง(ชื่อไทย) ต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมปราสาทไม่ต่างกับปราสาทร้างในเทพนิยาย จนวงการภาพยนต์ใหญ่ๆระดับฮอลลีวู๊ด ใช้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนต์หลายเรื่องเช่น Kingkong , Indiana Jones ล่าสุดในเรื่อง Tumb Rider
ต้นสะปงยักษ์ที่มีอายุหลายร้อยปี ในวันนี้ก็ต้องบอกว่ากลายเป็นพระเอกของปราสาทตาพรหมไปแล้ว ถูกนักท่องเที่ยวถ่ายภาพมากที่สุด จนต้องเข้าคิวรอกันนานหลายนาที โดยเฉพาะวันนี้เป็นวันหยุดวิสาขบูชาของไทย จึงมีคนไทยมากกว่าชาติใดๆ รองมาก็น่าจะเป็นเกาหลี และญี่ปุ่น
ปราสาทตาพรหมต่างกับปราสาทหินอื่นๆที่ส่วนใหญ่จะตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางแจ้ง แต่ปราสาทตาพรหมซ่อนตัวอยู่ในป่ารก ท่ามกลางใม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีอายุหลายร้อยปี จนทำให้พื้นที่บริเวณปราสาทดูร่มรื่น
เที่ยวปราสาทนี้ปราสาทเดียวก็ถือว่าเกินคุ้มกับทัวร์เขมรแล้วครับ เพราะมันยิ่งใหญ่อลังการเกินกว่าที่คิดไว้มาก ดูจากภาพยนต์สารคดี หรือดูจากภาพถ่ายที่เห็นกันอยู่บ่อยๆก็เท่านั้น แต่พอมาเห็นของจริงแล้วมัน 360 องศา รอบทิศไปหมด มานั่งงงและสับสนว่า มนุษย์ตัวเล็กๆ สองมือ สองเท้า สร้างกันได้อย่างไร หินแต่ละก้อนก็ใหญ่โตมโหฬารและหนักหลายตัน ถูกนำมาตัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ก่อขึ้นมาเป็นปราสาท แถมยังแกะสลักให้เป็นลวดลายได้สวยงาม โดยเฉพาะรูปสลักนางอัปสรหรือนางรำ มีอยู่เต็มไปหมด เห็นแล้วก็อดชื่นชมพวกขอมสมัยก่อนไม่ได้ว่า แกะสลักหินกันได้เก่งเหลือหลาย โดยเฉพาะ นางอัปสรแต่ละนางมีหน้าอกหน้าใจใหญ่โตกว่าคนเขมรในปัจจุบันมาก หรือว่าสตรีขอมในสมัยก่อนมีอกโตๆกันแบบนี้
เรื่องนี้ผมไม่กล้าถามไกด์เขมรหรอกครับ กลัวจะโดนตำหนิว่า" คนไทยคิดแต่เรื่องลามกจกเปรต "
ก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ เพียงแต่สงสัยเท่านั้นเอง
ปราสาทตาพรหมถูกทิ้งร้างมานานถึง 500 ปี คงนานพอที่จะทำให้ต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม น่าแปลกเหมือนกันว่า ทำไมปราสาทอื่นๆถึงไม่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมมากเหมือนที่นี่ ทั้งที่ก็อยู่ในป่าเหมือนกัน
ที่มา http://www.bondstreettour.com/8_trip_gallery/cambodia/cambodia04.htm
ปราสาทตาพรหม เป็นปราสาทหินในยุคสุดท้ายของอาณาจักรขอม สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พ.ศ. 1729 หลังครองราชย์ได้ 5 ปี โดยสร้างเพื่ออุทิศถวายให้กับพระมารดาพระนางชัยราชจุฑามณี ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เดิมปราสาทตาพรหมเป็นราชวิหาร หรือวัดของพระราชา แต่ต่อมาเรียกว่าปราสาทตาพรหม หรือปราสาทของพรหมผู้เฒ่า หรือพระพรหมผู้สูงอายุ
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงศรัทธาพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า และนับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ในช่วงเวลาที่ครองอำนาจได้แผ่ขยายอาณาจักรขอมไปทางทิศเหนือ และทิศตะวันตกจนถึงดินแดนของพม่า -ไทย และลงไปแหลมมลายู
สำหรับสยามประเทศ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างปราสาทพนมรุ้ง (บุรีรัมย์ ) ปราสาทหินพิมาย (นครราชสีมา) และ ปราสาทเมืองสิงห์ (กาญจนบุรี) ซึ่งในยุคสมัยนั้นทางแถบภาคอีสานของไทยบางจังหวัดตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรขอม
ปราสาทตาพรหมสร้างโดยกษัตริย์ที่ทรงเลื่อมใสพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน บริเวณปราสาทจึงมีหินสลักพระพุทธรูปหรือพระพุทธเจ้าตามผนังต่างๆ แต่ภายหลังจากที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคต กษัตริย์องค์ต่อๆมาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่นับถือศาสนาฮินดู จึงได้ทำลายพระพุทธรูป และรูปบูชาอื่นๆที่เป็นสัญญลักษณ์ในทางพระพุทธศาสนาจนหมดสิ้น บางแห่งก็ได้นำศิวลึงค์ซึ่งเป็นรูปบูชาของศาสนาฮินดูมาตั้งแทนพระพุทธรูป
ต้นสะปง หรือ ต้นสำโรง(ชื่อไทย) ต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมปราสาทไม่ต่างกับปราสาทร้างในเทพนิยาย จนวงการภาพยนต์ใหญ่ๆระดับฮอลลีวู๊ด ใช้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนต์หลายเรื่องเช่น Kingkong , Indiana Jones ล่าสุดในเรื่อง Tumb Rider
ต้นสะปงยักษ์ที่มีอายุหลายร้อยปี ในวันนี้ก็ต้องบอกว่ากลายเป็นพระเอกของปราสาทตาพรหมไปแล้ว ถูกนักท่องเที่ยวถ่ายภาพมากที่สุด จนต้องเข้าคิวรอกันนานหลายนาที โดยเฉพาะวันนี้เป็นวันหยุดวิสาขบูชาของไทย จึงมีคนไทยมากกว่าชาติใดๆ รองมาก็น่าจะเป็นเกาหลี และญี่ปุ่น
ปราสาทตาพรหมต่างกับปราสาทหินอื่นๆที่ส่วนใหญ่จะตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางแจ้ง แต่ปราสาทตาพรหมซ่อนตัวอยู่ในป่ารก ท่ามกลางใม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีอายุหลายร้อยปี จนทำให้พื้นที่บริเวณปราสาทดูร่มรื่น
เที่ยวปราสาทนี้ปราสาทเดียวก็ถือว่าเกินคุ้มกับทัวร์เขมรแล้วครับ เพราะมันยิ่งใหญ่อลังการเกินกว่าที่คิดไว้มาก ดูจากภาพยนต์สารคดี หรือดูจากภาพถ่ายที่เห็นกันอยู่บ่อยๆก็เท่านั้น แต่พอมาเห็นของจริงแล้วมัน 360 องศา รอบทิศไปหมด มานั่งงงและสับสนว่า มนุษย์ตัวเล็กๆ สองมือ สองเท้า สร้างกันได้อย่างไร หินแต่ละก้อนก็ใหญ่โตมโหฬารและหนักหลายตัน ถูกนำมาตัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ก่อขึ้นมาเป็นปราสาท แถมยังแกะสลักให้เป็นลวดลายได้สวยงาม โดยเฉพาะรูปสลักนางอัปสรหรือนางรำ มีอยู่เต็มไปหมด เห็นแล้วก็อดชื่นชมพวกขอมสมัยก่อนไม่ได้ว่า แกะสลักหินกันได้เก่งเหลือหลาย โดยเฉพาะ นางอัปสรแต่ละนางมีหน้าอกหน้าใจใหญ่โตกว่าคนเขมรในปัจจุบันมาก หรือว่าสตรีขอมในสมัยก่อนมีอกโตๆกันแบบนี้
เรื่องนี้ผมไม่กล้าถามไกด์เขมรหรอกครับ กลัวจะโดนตำหนิว่า" คนไทยคิดแต่เรื่องลามกจกเปรต "
ก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ เพียงแต่สงสัยเท่านั้นเอง
ปราสาทตาพรหมถูกทิ้งร้างมานานถึง 500 ปี คงนานพอที่จะทำให้ต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม น่าแปลกเหมือนกันว่า ทำไมปราสาทอื่นๆถึงไม่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมมากเหมือนที่นี่ ทั้งที่ก็อยู่ในป่าเหมือนกัน
ที่มา http://www.bondstreettour.com/8_trip_gallery/cambodia/cambodia04.htm
11 Angkor Wat
นครวัด (เขมร: អង្គរវត្ត) เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตัวเทวสถานถือเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยคลาสสิกรุ่งเรือง และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏในธงชาติ และเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศ ตลอดจนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร
ปราสาทนครวัดได้เริ่มสร้างในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือ พระนารายณ์ ในปี พ.ศ. 1720 ชาวจามได้บุกรุกขอม ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองนครหลวง หรือ เสียมราฐ ในปัจจุบัน หลังจากนั้น พระองค์จึงสร้างเมืองนครธม และ ปราสาทบายน ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางเหนือ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของชาวขอม
ในปี ค.ศ. 1586 (พ.ศ. 2129) ได้มีนักบวชจากโปรตุเกส นามว่า อันโตนิโอ ดา มักดาเลนา เป็นชาวตะวันตกคนแรกที่ได้ไปเยือนปราสาทนครวัด แต่ที่จะถือว่าเป็นการเปิดประตูให้แก่ปราสาทนครวัดสู่สายตาชาวโลกนั้น คือการค้นพบของ อองรี มูโอต์ นักสะสมแมลงและนักสำรวจชาวฝรั่งเศส เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้วมา ที่จริงชาวกัมพูชาไม่เคยละทิ้งนครวัดไปเพราะหลังจากมีการย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่พนมเปญแล้ว ชาวบ้านก็ได้เขาไปตั้งรกรากภายในเขตนครวัดเรื่อยมา ปราสาทนครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างในยุคสิ้นสุดของราชอาณาจักรขะแมร์ โดยมีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก
ปราสาทนครวัดมีขนาดใหญ่มากถึง 200,000 ตารางเมตร ตัวปราสาทสูง 60 เมตร ยาว 100 เมตร และกว้าง 80 เมตร มีแผนผังที่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทขอม มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติของศูนย์กลางจักรวาล มีกำแพงด้านนอกยาวด้านละ 1.5 กิโลเมตร มีคูน้ำล้อมรอบตามแบบ มหาสมุทรบนสวรรค์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
ใช้หินรวม 600,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้แรงงานช้างกว่า 40,000 เชือก และแรงงานคนนับแสนขนหินและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ชึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร มาสร้าง
ปราสาทนครวัด มีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10 ตัน ใช้เวลาสร้างร่วม 100 ปี ใช้ช่างแกะสลัก 5,000 คน และใช้เวลาถึง 40 ปี
หอสูง 60 กว่าเมตรศูนย์กลางของกลุ่มปราสาท อันเปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาลนั้น มีทางเดินขึ้นที่ชันมาก ราว 50 องศา แต่ก็กลับเป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยจะต้องปีนขึ้นไปและไต่ลงมา ที่จุดบนสุดของหอนี้จะมองเห็นวิวที่สวยสุดของปราสาทนครวัด
ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94
ปราสาทนครวัดได้เริ่มสร้างในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือ พระนารายณ์ ในปี พ.ศ. 1720 ชาวจามได้บุกรุกขอม ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองนครหลวง หรือ เสียมราฐ ในปัจจุบัน หลังจากนั้น พระองค์จึงสร้างเมืองนครธม และ ปราสาทบายน ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางเหนือ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของชาวขอม
ในปี ค.ศ. 1586 (พ.ศ. 2129) ได้มีนักบวชจากโปรตุเกส นามว่า อันโตนิโอ ดา มักดาเลนา เป็นชาวตะวันตกคนแรกที่ได้ไปเยือนปราสาทนครวัด แต่ที่จะถือว่าเป็นการเปิดประตูให้แก่ปราสาทนครวัดสู่สายตาชาวโลกนั้น คือการค้นพบของ อองรี มูโอต์ นักสะสมแมลงและนักสำรวจชาวฝรั่งเศส เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้วมา ที่จริงชาวกัมพูชาไม่เคยละทิ้งนครวัดไปเพราะหลังจากมีการย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่พนมเปญแล้ว ชาวบ้านก็ได้เขาไปตั้งรกรากภายในเขตนครวัดเรื่อยมา ปราสาทนครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างในยุคสิ้นสุดของราชอาณาจักรขะแมร์ โดยมีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก
ปราสาทนครวัดมีขนาดใหญ่มากถึง 200,000 ตารางเมตร ตัวปราสาทสูง 60 เมตร ยาว 100 เมตร และกว้าง 80 เมตร มีแผนผังที่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทขอม มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติของศูนย์กลางจักรวาล มีกำแพงด้านนอกยาวด้านละ 1.5 กิโลเมตร มีคูน้ำล้อมรอบตามแบบ มหาสมุทรบนสวรรค์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
ใช้หินรวม 600,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้แรงงานช้างกว่า 40,000 เชือก และแรงงานคนนับแสนขนหินและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ชึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร มาสร้าง
ปราสาทนครวัด มีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10 ตัน ใช้เวลาสร้างร่วม 100 ปี ใช้ช่างแกะสลัก 5,000 คน และใช้เวลาถึง 40 ปี
หอสูง 60 กว่าเมตรศูนย์กลางของกลุ่มปราสาท อันเปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาลนั้น มีทางเดินขึ้นที่ชันมาก ราว 50 องศา แต่ก็กลับเป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยจะต้องปีนขึ้นไปและไต่ลงมา ที่จุดบนสุดของหอนี้จะมองเห็นวิวที่สวยสุดของปราสาทนครวัด
ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94
10 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
10 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่เราไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่
หลายคนคงเบื่อพีระมิด หรือกำแพงเมืองจีนที่ไม่รู้มันจะออกสารคดีบ่อยๆ อะไรนักอะไรหนา เอาเป็นว่าวันนี้เราจะพาไปดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่คนรู้จักกันด้วยและมีไม่กี่คนที่ได้เห็น มันอาจไม่มีชื่อเสียงเท่า 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่มันก็ช่างเหลือเชื่อ และสวยงาม จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์เรียงจาก 10-1
10. Banaue Rice Terraces
9. Sigiriya
8. Torun
7. Tower of Hercules
6. Ajanta Caves
5. Valley of Flowers
4. Metéora
3.Bagan
2. Leptis Magna
สำหรับการพักผ่อนเพลิดเพลินของประชาชน แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักร เล ปติส เมกนา ในช่วงเวลา ปี 111 ก่อนคริสต์กาล จนถึงช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ปี ค.ศ. 211 โดยกษัตริย์ Septimus Severus อาณาจักรเริ่มเสื่อมสลายในช่วงศตวรรษที่ 4 และท้ายที่สุดโดนทรายแห่ง อาหรับลบเลือนไปจากโลกภายนอกปัจจุบัน อาณาจักรเลปติส เมกนา ถูกค้นพบอีกครั้งโดยนัก โบราณคดีชาวยุโรป และยังคงสภาพสมบูรณ์ไว้อย่างชัดเจน จน องค์การยูเนสโก้ประกาศเป็น มรดกโลกในปี ค.ศ.1982
1.The Library of Celsus
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



















