รูป เบา เบา

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลก

ซากุระ
ดอกไม้ที่สวยงามของญี่ปุ่นที่เป็นเหมือนของขวัญที่ดีที่สุดในฤดูใบไม้ผลิ ทั้งสีขาวและสีชมพู

พุทธรักษา
พุทธรักษานอกจากจะเป็นดอกไม้ที่สวยที่สุดแล้วยังมีใบที่สวยอีกด้วย


Bird of Paradise
ทั้งรูปร่างและสีที่เหมือนกับนกสามารถพบได้ในแอฟริกาใต้


ไฮเดรนเยีย
ไฮเดรนเยียดูเหมือนลูกบอลหิมะเพราะสีฟ้าและขาว มีกลีบที่สวยงามเหมือนดาว มักใช้ในงานแต่งงานเพราะเป็นตัวแทนถึงความบริสุทธิ์




คาลล่า ลิลลี่
เมื่อคุณมองไปที่ดอกไม้ คุณจะพบกับความซับซ้อนและงดงาม แต่เบื้องหลังความงดงาม ก็มีพิษซ่อนอยู่ เพราะมันมีสายพันธุ์มาจากพืชที่มีพิษ




Bleeding Heart
เป็นดอกไม่อีกหนึ่งชนิดที่เป็นเหมือนของขวัญในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมีหลายรูปทรงทั้งสีแดง ชมพู และขาว ดอกไม้ที่เหมือนหัวใจห้อยเป็นแถว



ระฆังฟ้า (Blue Bells)
ดอกไม้คล้ายความเหงาและเสียใจ มักจะพบในป่า ปกคลุมเป็นชั้นสีฟ้าหนาแน่น ที่มองดูเหมือนต้นไม้สวรรค์


ผกากรอง
มีสีสันสดใสมากมาย เป็นพุ่ม เมื่อเติบโตกลีบดอกก็จะมีสีที่เปลี่ยนไปด้วย




กุหลาบ
ดอกไม้ที่สวยที่สุดและมีกลิ่นหอม แต่ละสีก็มีความหมายที่ต่างกันออกไป




ดอกเอื้อง (Dendrobium)
ดอกไม้ดอกเล็กๆ และสวยงามที่จะต้องตกหลุมรักเมื่อแรกเห็น รูปแบบของมันเมื่ออยู่บนต้นไม้ที่เหมือนมาจากเวทมนต์ ความสมบูรณ์แบบ ความบริสุทธฺ์ไร้เดียงสา




ที่สุดในโลก

ที่สุดในโลก

หอสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก             หอสมุดแห่งรัฐสภาอเมริกันวอชิงตัน
ประเทศที่มีโบราณวัตถุมากที่สุดในโลก         กรุงโรม อิตาลี
พระพุทธรูปนั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก     พระพุทธโคดม วัดไผ่โรงวัวสุพรรณบุรี
โบสถ์ที่มียอดสูงที่สุดในโลก     โบสถ์อูม เมืองบาเดนวูเดมเบอร์  เยอรมัน
ระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลก      ระฆังที่วังเครมลิน รุสเซียสูง 26 ฟุต หนัก 198 ตัน
เจดีย์ที่สวยที่สุดในโลก      เจดีย์ชะเวดากอง  พม่า
วัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก     นครวัด ประเทศกัมพูชา402 เอเคอร์
ศาสนาที่มีคนนับถือมากที่สุดในโลก   ศาสนาคริสต์
สะพานช่วงเดียวที่ยาวที่สุดในโลก  สะพานโกลเดนเกทเมืองซานฟรานซิสโก
สะพานหลายช่วงที่ยาวที่สุดในโลก    สะพานซานฟรานซิสโก-โอคแลนด์
ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก            ท่าเรือนิวยอร์ค
ทางรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลก สายทรานไซบีเรียยาว 8760 ก.ม ประเทศรัสเซีย
สนามบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก สนามบินจอห์นเอฟเคเนดี้นิวยอร์ค อเมริกา
ประเทศที่มีทะเลมากที่สุดในโลก   ฟินแลนด์
ประเทศที่ไม่มีทางรถไฟเลย      ประเทศลาว
เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลก    โตเกียว 16 ล้านเศษ  1994
ประเทศที่มีคลองมากที่สุดในโลก      อิตาลี
ประเทศที่มีสายการบินมากที่สุดในโลก      สหรัฐอเมริกา
ประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดศาสนามากที่สุด     อินเดีย
ภาษที่ใช้มากที่สุดในโลก     ภาษาอังกฤษ
โรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก     De Witt High Schoolเมืองนิวยอร์ค
มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก   มหาวิทยาลัยโบลอกยา อิตาลี
ศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในโลก   ศาสตราจารย์William Roman อายุ 22 ปีวิชาดาราศาสตร์
ประเทศที่ส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรก รัสเซีย ดางเทียมสปุตนิค
มนุษย์อวกาศคนแรกของโลก     ยูริกา กากูริน ชาวรัสเซีย
มนุษย์คนแรกที่เหยียบดวงจันทร์    นีล อาร์มสตอง ชาวอเมริกัน
เมืองที่มีคลองมากที่สุดในโลก   เมืองเวนิส อิตาลี
ประเทศที่ทำเหล้าองุ่นมากที่สุดในโลก      ฝรั่งเศส
ประเทศที่ผลิตเบียร์มากที่สุดในโลก     เยอรมัน
ประเทศที่ผลิตยางพารามากที่สุดในโลก     มาเลเซีย
ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก     บรูไน
แหล่งการพนันที่ใหญ่ที่สุดในโลก     เมืองลาสเวกัส อเมริกา
ประเทศที่มีแม่เหล็กมากที่สุดในโลก สวีเดน
ประเทศที่ผลิตเหล็กกล้ามากที่สุดในโลก       สหรัฐอเมริกา
ประเทศที่มีถ่านหินมากที่สุดในโลก         สหรัฐอเมริกา
ประเทศที่มีทองคำขาวมากที่สุดในโลก      รัสเซีย
ประเทศที่ปลูกข้าวมากที่สุดในโลก    ประเทศจีน
ประเทศที่เลี้ยงหมูมากที่สุดในโลก    ประเทศจีน
ประเทศที่ปลูกส้มมากที่สุดมากที่สุดในโลก     มลรัฐแคลิฟอร์เนีย อเมริกา
ประเทศที่ปลูกกาแฟมากที่สุดในโลก    บราซิล
เมืองที่มีการทอผ้ามากที่สุดในโลก                      เมืองแมนเชสเตอร์ อังกฤษ
ประเทศที่มีภาษาพูดมากที่สุดในโกล อินเดีย 227 ภาษา
ประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุด     ประเทศกรีซ
ประเทศที่เคยมีอาณานิคมมากที่สุดในโลก อังกฤษ
สงครามที่รบกันยาวนานที่สุดในโลก สงครามครูเสด
กบฎที่มีคนตายมากที่สุดในโลก   กบฎไท้เผ็ง ปรเทศจีนมีคนตาย 20 ล้านคน
ประเทศที่มีจิงโจ้มากที่สุดในโลก      ออสเตรเลีย
ประเทศที่ทีการเลี้ยงไกมากที่สุดในโลก     เดนมาร์ก
ประเทศที่มีเกาะมากที่สุดในโลก       อินโดนีเซีย
ประเทศที่มีม้ามากที่สุดในโลก            รัสเซีย
ประเทศที่มีวัวมากที่สุดในโลก    อินเดีย
ประเทศที่มีการจับปลามากที่สุดในโลก    ญี่ปุน
แหล่งที่มีจระเข้มากที่สุดในโลก อาฟริกา
ประเทศที่ปลูกพริกไทมากที่สุดในโลก อินโดนีเซีย
ประเทศที่มีปรอทมากที่สุดในโลก สเปน



สัตว์บกที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก เสือซีต้า
สัตว์ที่หนังหนาที่สุดในโลก   แรด
นกที่บินเร็วที่สุดในโลก    นกอินทรีย์
นกที่ตาไวที่สุดในโลก   แร้ง
นกที่มองเห็นได้ไกลที่สุดในโลก   เหยี่ยว
นกที่ใหญ่ที่สุดในโลก    นกกระจอกเทศ
นกที่ตัวเล็กที่สุดในโลก นกฮัมมิ่ง
สัตว์ที่ถือว่ามีพลังอำนาจมากที่สุดในโลก สิงโต
สัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช้าง
สัตว์ที่คอย่าวที่สุดในโลก         ยีราฟ
สัตว์ที่อายุยืนที่สุดในโลก เต่า
สัตว์ป่าที่สายตาสั้นและดุร้ายมากที่สุดในโลก       แรด
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปลาวาฬ
สัตว์ที่จมูกใหญ่ที่สุดในโลก ช้าง
สัตว์ที่มีมากที่สุดในโลก แมลง
ไก่ที่ไข่ดกที่สุดในโลก ไก่เล็กฮอร์น
นกที่อายุยืนที่สุดในโลก กา
งูที่พิษร้ายที่สุดในโลก งูจงอาง
ลิงที่คล้ายคนมากที่สุดในโลก      ลิงกอริลลา,ลิงอุรังตุกัง
ต้นหญ้าที่สูงที่สุดในโลก      ต้นไผ่
ไม้ที่ดีที่สุดในโลก        ไม้สัก
สิ่งที่กว้างที่สุดในโลก จักรวาล
สิ่งที่เล็กที่สุดในโลก อิเลคตรอน
ดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุด ดาวพฤหัส
ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด ดาวศุกร์
ดาวที่มีแสงสว่างมากที่สุด ดาวซิริอุส
ธาตุที่เบาที่สุดในโลก ไฮโดรเจน
ก๊าซที่หนักที่สุด    ก๊าซเรดอน
ธาตุที่มีมากที่สุดในโลก      ออกซิเจน
ธาตุที่มีราคาแพงที่สุดในโลก     เรเดียม
ประเทศที่ผลิตระเบิดปรมณูเป็นชาติแรก    สหรัฐอมเริกา


ที่มาhttp://www.baanjomyut.com/library/miscellary/most/page3.html

titanic




ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=saalGKY7ifU

5 มหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในโลก

1 คือ Kenyon College ตั้ง อยู่ที่เมือง Gambier รัฐ Ohio ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่โตเกินไป ผสมการตกแต่งสไตล์ Midwestern ตบท้ายด้วยสิ่งที่เรียกว่า “Middle Path” ทางเดินขนาดกว้าง 10 ฟุต ที่มีบรรยากาศสวยงามทั้งสองข้างทางตลอดทุกฤดูกาล




อันดับที่ 2  Oxford University ตั้งอยู่ที่เมือง Oxford ประเทศอังกฤษที่ David Mayernik อาจารย์ชื่อดังแห่ง Notre Dame’s School of Architecture บอกว่ามันคือ “the most covetable university building in the world.”



อันดับ 3 เรียกว่าเป็นซุป’ตาร์ มหา’ลัยตัวเก็ง 1 ใน 8 ซึ่งดังที่สุดในกลุ่ม Ivy League ด้วยกัน เพราะสร้างโดยใช้ศิลปะแบบโกธิกแท้ๆ มาตกแต่ง พร้อมความสวยงามกะทัดรัดเป็นธรรมชาติขนาด “human scale” ที่ว่ากันว่า “Everything on campus is within a 10-minute walk.” อีกด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยที่ว่านี้ก็คือ Princeton University นั่นเอง






อันดับ 4 Scripps College  ด้วยความสวยงามน่ารักในรายละเอียด โดยทางมหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนพันธุ์ไม้ไปตามฤดูกาลเช่น ทิวลิป ซิคคามอร์ เมเปิ้ล อัลมอนด์ ต้นส้ม ฯลฯ ซึ่งช่วยให้ทิวทัศน์ไปกันได้กับตัวอาคารอย่างกลมกลืนที่




อันดับสุดท้ายตกเป็นของ Stanford University ที่กลมกลืนทั้งโครงสร้างอาคาร การให้สี เทคโนโลยีการก่อสร้าง กระทั่งวัสดุที่ใช้นั้นว่ากันว่าความงดงามของ U นี้อยู่เหนือกาลเวลา ส่วนทั้งหมดที่กล่าวมาจะจริงหรือไม่จริงนั้นต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตาสักครั้ง







5 อันดับ สึนามิ ที่รุนแรงที่สุดในโลก

คลื่นยักษ์สึนามิ ที่ล่าสุดเพิ่งกวาด และกลืนเอารถยนต์ บ้านเรือน สนามบิน และชีวิตคนที่ประเทศญี่ปุ่นไปอย่างรวดเร็วเพียงไม่ถึง 10 นาที แต่หากย้อนอดีตไปนานหลายสิบปี ก็จะพบว่าโลกของเราได้ประสบกับ "คลื่นยักษ์สึนามิ" บ่อยเหมือนกันแถมแต่ละครั้งไม่ธรรมดาเอาซะเลย




อันดับ 5 
เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 1498 เกิดสึนามิจากแผ่นดินไหว 8.6 ริคเตอร์ ที่นอกชายฝั่งเมืองเมอิโอะ นันไก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 31,000 คน จากคลื่นยักษ์สูง 17 เมตร ประเทศญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิมาก ที่สุด เพราะทำเลเป็นเกาะ และอยู่ในพื้นที่เปลือกโลกขนาดใหญ่ 1 ใน 8 แผ่นที่มักเคลื่อนตัว



อันดับ 4
เป็นสึนามิที่ถูกขนานนามว่า "สึนามิแห่งมหาสมุทรอินเดีย" ที่คนไทยรู้จักกันดีที่เกิดขึ้นเมื่อวัน "บ๊อกซิ่งเดย์" 26 ธันวาคม ปี 2004 ก่อให้เกิดคลื่นสูง 24 เมตร อาละวาดคร่าชีวิตคนไปมากกว่า 300,000 คน เหตุการณ์ในครั้งนี้เองประเทศไทยของเราเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูก "คลื่นยักษ์สึนามิ" ถล่มในจังหวัดภูเก็ต พังงา และเป็นครั้งแรกที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักคำว่า "สึนามิ"


อันดับ 3
ถูกตั้งชื่อว่า "กรากะตั้วสึนามิ" ที่เกิดขึ้นจากแรงระเบิดของภูเขาไฟกรากะตั้ว ซึ่งไม่เพียงรุนแรงขนาดทำให้เกาะกรากะตั้วทั้งเกาะหายไปในพริบตา ยังก่อให้เกิดสึนามิขนาด 39 เมตร คร่าชีวิตผู้คนในอินโดนีเซีย และอินเดียไปอีก 36,000 คน นับเป็นเหตุการณ์ที่คน 2 ประเทศนี้ไม่มีวันลืมได้จริงๆ


อันดับ 2
"ลิสบอน สึนามิ" เกิดเมื่อปี 1755 ที่เกิดขึ้นหลังจากการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9 ริคเตอร์ใต้มหาสมุทรแปซิฟิก ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สูง 120 เมตร ถล่มเข้าใส่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส คร่าชีวิตคนไปราว 60,000 คน เหตุการณ์ในครั้งนี้น่ากลัวตรงที่เมืองที่ได้รับผลกระทบเป็น "เมืองหลวง" จึงสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล


อันดับ 1
อภิมหาสึนามิครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 1958 เกิด "มหาสึนามิ" ขึ้นที่อ่าวลิทจูยา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐอลาสกา สหรัฐอเมริกา ความสูงของคลื่นสูงถึง 524 เมตร สูงกว่าตึกเอมไพร์สเตท (448 เมตร) เสียด้วยซ้ำ (โอ้มายก๊อต) นั่นคือสึนามิที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมาในประวัติศาสตร์ แต่ไม่ใช่ที่อำมหิตที่สุดเนื่องเพราะมันเกิดขึ้นในพื้นที่ที่แทบไร้ผู้คน และสลายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อถึงทะเลเปิด มีชาวประมงเสียชีวิตเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้นเอง


ที่มา  http://board.eduzones.com/question.php?qid=20110411103046ueS3PG7


10 อันดับเรือที่อัปปางและมีชื่อเสียงที่สุด

อันดับที่ 10 ได้แก่ Steamship S.S. Republic อัปปางในปี 1865






อันดับที่ 9 ได้แก่ Great Lakes Ore Carrier Edmund Fitzgerald อัปปางในปี 1975


อันดับที่ 8 ได้แก่ U.S.S. Monitor อัปปางในปี 1862 เป็นเรือรบที่เป็นเหล็กลำแรกของโลก เช่นเดียวกับ C.S.S. Virginia ของฝ่ายใต้ (ทั้งคู่เป็นเรือรบเหล็กของอเมริกาตอนช่วงสงครามกลางเมือง)





อันดับที่ 7 ได้แก่ Italian Liner Andrea Doria อัปปางในปี 1956




อันดับที่ 6 ได้แก่ German Liner Wilhelm Gustloff อัปปางในปี 1945 เรือโดยสารขนาดใหญ่ลำนี้อับปางลงเพราะโดนเรือดำน้ำของรัสเซีย S13 ระดมยิงตอร์ปิโด 4 ลูกแบบซัลโวเลยทีเดียว และจมลงพร้อมชีวิตผู้โดยสารที่ต้อง สูญสิ้นไป ๕,๒๐๐ คน ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นพลเรือนที่อพยพหนีสงคราม (civilian refugees) ในขณะที่ฝ่ายโซเวียตรัสเซียกลับอ้างเหตุผลความชอบธรรมในการยิงเรือ Wilhelm Gustloff ว่า เรือลำนี้บรรทุกเจ้าหน้าที่ทางทหารของนาซีเยอรมัน โดยเฉพาะทหารประจำเรือดำน้ำ ประมาณพันนาย พร้อมอาวุธสงครามภายในเรือจำนวนมาก



อันดับที่ 5     ได้แก่ U.S.S. Maine อัปปางในปี 1898 1895 รัฐบาลสเปนได้ส่ง General Valeriano Weyler y Nicolau เพื่อที่จะปราบปรามพวกกบฏคิวบา นายพลคนนี้รู้จักกันในอเมริกาว่า Butcher ซึ่งจากวิธีของนายพลคนนี้ทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนอาหารในคิวบาและทำให้คนคิวบาตายไปกว่าหมื่นคน ทำให้สหรัฐเริ่มเข้ามาแทรกแซงเพื่อยุติสภาวะเช่นนี้โดยการให้รัฐบาลสเปนในคิวบาเรียกตัวนายพลคนนี้กลับ และเปิดการเจรจากับฝ่ายกบฏ แต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งฝ่ายสนับสนุนนายพลคนนี้ได้ยุยงให้เกิดการจลาจลขึ้นในต้นปี 1898 จนทำให้รัฐบาลสหรัฐโดยปธน McKinley ได้ส่งเรือ USS Maine เพื่อที่จะคุ้มกันคนอเมริกันในคิวบา ในตอนค่ำของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ USS. Maine ก็ได้ระเบิดขึ้นตรงส่วนล่างของเรือทำให้กลาสีเรือต้องเสียชีวิตทันที 260 คน และเสียชีวิตภายหลังอีกหกคน ซึ่งในภายหลังก็ได้มีการเปิดเผยของทีมงานสอบสวนว่าการระเบิดเกิดจากดินปืนของปืนใหญ่จำนวนห้าตัน หลังจากการระเบิด เจ้าหน้าที่สเป็น   และเรือ City of Washington ก็ได้รุดมาช่วยเหลือคนเจ็บ ซึ่งตอนนั้นก็ได้มีการสงสัยกันว่าจะเป็นการก่อวินาศกรรม ถึงขนาดกัปตันของ USS Maine, Captain Charles Sigsbee ได้ลงท้ายในรายงานทางโทรเลขว่า อย่าเพิ่งให้ความเห็นใดๆต่อสาธารณะในตอนนี้จนกว่าจะมีรายงานความคืบหน้าเข้ามา เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสเปนและสหรัฐที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ทันทีที่เกิดเหตุ กระทรวงทหารเรือได้จัดตั้งทีมงานสอบสวนสาเหตุของเหตุการณ์นี้ซึ่งใช้เวลาประมาณสี่อาทิตย์ แต่เนื่องจากซากเรือที่ยังอยู่ใต้น้ำที่ยังกู้ไม่ได้ ประกอบกับความไม่ชำนาญในทางเทคนิคของทีมงานสอบสวน ทำให้มีการสรุปออกมาว่ามีการระเบิดเกิดจากการจุดระเบิดของทุ่นระเบิดใต้น้ำ แต่ทีมงานไม่ได้ระบุว่า ทุ่นระเบิดใต้น้ำนั้นได้ถูกวางที่ตรงไหน หลังจากรายงานได้ออกไปสู่สาธารณะ ก็ได้มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลสเปนได้อยู่เบื้องหลังการวินาศกรรมครั้งนี้ ปธน.สหรัฐได้ปิดล้อมน่านน้ำคิวบาในวันที่ 21 เมษายน และตามด้วยการประกาศสงครามกับสเปนในวันที่ 23 เมษายน 1898 หลังจากนั้นในปี 1911 ทีมงานสอบสวนเหตุการณ์นี้ก็ได้ถูกตั้งขึ้นอีกชุดหนึ่ง หลังจากทีสภาของสหรัฐได้ให้งบประมาณในการกู้ซากเรือ USS Maine ซึ่งจากการสำรวจจุดที่ระเบิด ทีมสอบสวนก็ได้สรุปว่า ทุ่นระเบิดใต้น้ำได้ระเบิดตรงแผงบรรจุลูกปืนสำรองขนาดหกนิ้ว ซึ่งเป็นสาเหตุของการระเบิดของเรือ USS Maine และทำให้จมลง ในเวลาเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคมีความเห็นไม่ตรงกับข้อสรปของทีมสืบสวน เขาเชื่อว่าการเผาไหม้เองของถ่านหินในถังใส่ถ่านหินที่อยู่ติดกับแผงบรรจุลูกปืนน่าจะเป็นสาเหตุหลักมากกว่าที่จะเป็นการก่อวินาศกรรม ซึ่งความเห็นนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากทีมสอบสวนอิสระของ Admiral Hyman G. Rickover ผู้เขียนหนังสือ How the Battleship Maine Was Destroyed ในปี 1976 แต่นักประวัติศาสตร์บางท่านก็ปฏิเสธผลสรุปของผู้เชี่ยวชาญ และ ท่านจอมพลคนนี้โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปไม่ได้ที่ผู้รับผิดชอบในส่วนของห้องเก็บถ่านหินจะไม่เห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ว่าในส่วนของบทสรุปที่มีทุ่นระเบิดใต้น้ำมาเกี่ยวข้องหลักฐานสนับสนุนก็มีน้อยมากเช่นกัน



อันดับที่ 4 ได้แก่ German Battleship Bismarck อัปปางในปี 1941 หลังประสบความสำเร็จในการต่อเรือลาดตระเวณประจัญบานชั้น กไนส์เนาส์ จึงได้เริ่มโครงการต่อเรือประจัญบานชั้นบิสมาร์คขึ้น โดยได้เริ่มวางกระดูกงูในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1936 และปล่อยลงน้ำในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1939 โดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมัน และ โดโรธี ฟอน โลเวนเฟล หลานของ ออตโต ฟอน บิสมาร์ค อดีตรัฐบุรุษแห่งจักรวรรดิเยอรมัน มาเป็นประธานการปล่อยเรือลงน้ำ บิสมาร์ค ขึ้นระวางประจำการในวันที่ 24สิงหาคม ค.ศ. 1940 มีนาวาเอก เอิร์นส์ ลินเดอมานน์ เป็นผู้บังคับการเรือคนแรกและคนเดียวหลังการเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันได้ทำการส่งกองเรือผิวน้ำและกองเรือดำน้ำออกปฏิบัติการจมกองเรือลำเลียงของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างหนัก และประสบความสำเร็จอย่างสูง ระหว่างฤดูหนาว ปี1940-1941 ในปฏิบัติการโจมตีกองเรือลำเลียงของอังกฤษในยุทธการเบอร์ลิน โดยเรือลาดตระเวณประจัญบาน ชาร์นฮอร์ส และ กไนเนาส์ ภายใต้การบัญชาการของ พลเรือเอก กึนเธอร์ ลึทเจนต์ ประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถจมและยึดเรือข้าศึกได้ 22 ลำ รวมระวางขับน้ำ 116,000 ตัน ฝ่ายเสนาธิการทหารเรือเยอรมันต้องการเห็นความสำเร็จในปฏิบัติการของกองเรือผิวน้ำอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจจะให้ส่งกองเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่ที่สุดที่เยอรมันมี ได้แก่ เรือประจัญบาน บิสมาร์ค และ ทีร์ปีตส์ เรือลาดตระเวณประจัญบาน กไนส์เนาส์ และ ชาร์นฮอร์สต์ เข้าปฏิบัติการต่อตีกองเรือผิวน้ำของฝ่ายพันธมิตรร่วมกัน แต่ปัญหาคือ ชาร์นฮอร์สต์ ต้องทำการซ่อมแซมเครื่องจักรใหญ่ในอู่แห้งจนถึงเดือนมิถุนายน ทีร์ปีตส์ เพิ่งขึ้นระวางประจำการในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่พร้อมปฏิบัติการจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิ มีเพียงบิสมาร์คเท่านั้น ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการซ้อมในทะเลบอลติกและพร้อมออกปฏิบัติการ โดนจมโดยกองเรือของราชนาวีอังกฤษ หลังจากสร้างวีรกรรมจมเรือที่เป็นเรือธงของอังกฤษ (เรือฮู้ด)


อันดับที่ 3 ได้แก่ British Liner Lusitania อัปปางในปี 1915 อาร์เอ็มเอส ลูซิเทเนีย (อังกฤษ: RMS Lusitania) คือชื่อเรือเดินสมุทรของสายการเดินเรือคูนาร์ด (อังกฤษ: Cunard Line) เริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ. 1904 สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1907 เป็นเรือคู่แฝดกับอาร์เอ็มเอส มอริเตเนีย (อังกฤษ: RMS Mauretania) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าลูซิเทเนียถึง 400 ตัน ซึ่งครั้งหนึ่งเรือคู่นี้เคยเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเรือที่เร็วที่สุดในโลก ถูกจมลงโดยเรือดำน้ำเยอรมันยิงตอร์ปิโดเข้าใส่ เรือลูซิเทเนีย จนอับปางลง ใน 18 นาที คร่าชีวิตลูกเรือ 1,198 คน

อันดับที่ 2 ได้แก่ American Battleship U.S.S. Arizona อัปปางในปี 1941 เรือ USS Arizona ถูกจมลงที่อ่าว Pearl Harbor ซุึ่งถูกกองทัพญี่ปุ่นบุกแบบไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ส่งผลให้มีทหารเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เรือ  ถูกจมเป็นลำท้ายๆของการโจมตี แต่เสียหายอย่างมาก เพราะเกิดระเบิดอย่างรุนแรงที่ห้องเก็บอาวุธของเรือ ส่งผลให้เรือรบขนาดใหญ่จมลงภายในเวลาไม่ถึง 9 นาทีพร้อมกับพาลูกเรือ 1,177 นาย ส่วนความเสียหายนับไม่ถ้วน เรือ USS Arizona เป็นหนึ่งใน เรือรบกว่า 19 ลำที่ถูกจมในเวลาไม่ถึงชั่วโมง
 เพราะไมได้มีการเตรียมตัวมาก่อน




อันดับที่ 1 ได้แก่ British Liner Titanic อัปปางในปี 1912 อาร์เอ็มเอส ไททานิก (RMS Titanic) หรือ เอสเอส ไททานิก (SS Titanic) คือชื่อเรือเดินสมุทรของบริษัทไวท์ สตาร์ ไลน์ (White Star Line) เริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ. 1909 สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1911 ที่เบลฟาสท์, ไอร์แลนด์ (Belfast, Ireland) พร้อมๆ กับเรือคู่แฝดที่ชื่อว่า อาร์เอ็มเอส โอลิมพิก (RMS Olympic) ซึ่งเบากว่าไททานิกถึง 1000 ตัน ลักษณะเฉพาะของเรือ ไททานิกเป็นเรือที่เปิดศักราชใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเรือเดินสมุทร เนื่องจากเป็นเรือลำแรกๆ ของโลกที่สร้างโดยโลหะและรองรับผู้โดยสารได้ถึง 2433 คน ยาว 269.0622 เมตร กว้าง 28.194 เมตร หนัก 46328 ตันอิมพีเรียล(47071434.4681 กิโลกรัม) แบ่งเป็น 9 ชั้น เรียงจากชั้นบนลงชั้นล่างได้ดังนี้ 9.ดาดฟ้า สงวนไว้ให้ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง มีปล่องไฟ 4 ตัว สูงตัวละ 19 เมตร เครื่องยนต์ 3 ตัว หมุนใบจักร 3 ใบ รวม 50000 แรงม้า เร่งความเร็วเรือได้สูงสุด 24 น็อต(44.448 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ห้องเครื่องทั้ง 16 ห้องมีกำแพงสูงถึงชั้น F และมีประตูกลซึ่งจะปิดลงมาทุกบานทั่วลำเรือเมื่อพบเหตุผิดปกติที่ห้องเครื่องใดห้องเครื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าหากไม่เกิดรอยรั่วในหลายห้องเครื่องจนเกินไป ตามหลักการลอยตัวแล้ว เรือจะไม่จม ถึงแม้จะเป็นจุดอ่อนที่สุดของเรือซึ่งก็คือหัวเรือ ก็ยังรับรอยแตกได้ถึง 4 ห้องเครื่องติดกันโดยไม่จม แต่ว่าเรือสำรองช่วยชีวิตหรือเรือบดนั้นเพียงพอสำหรับผู้โดยสารเพียง 1178 คนเท่านั้น การเดินทางครั้งแรก เริ่มการเดินทางที่ เซาแธมทัน, อิงแลนด์ (Southampton, England) ในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1912 ควบคุมโดยกัปตัน เอ็ดเวิร์ด เจ. สมิธ (Edward J. Smith) เพื่อเดินทางไปยังนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา ในการเดินทางครั้งนั้น มีผู้เดินทางรวมทั้งหมด 2217 คน แบ่งเป็นผู้โดยสารชั้น 1, ผู้โดยสารชั้น 2, ผู้โดยสารชั้น 3 และลูกเรือ วันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1912 ขณะเดินทางอยู่ทางใต้ของแกรนด์แบงค์ ของนิวฟันด์แลนด์ เวลา 23.39 น. เวรยามที่เสากระโดงแจ้งว่าได้พบภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่อยู่ข้างหน้าเรือ ลูกเรือจึงได้เลี้ยวลำเรือเพื่อหลบเลี่ยง แต่เนื่องจากใบจักรและหางเสือที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับขนาดของเรือ ทำให้ผู้บังคับเรือซึ่งยังไม่ชินกับการบังคับเรือใหญ่ขนาดนี้ทำให้กะขนาดการเลี้ยวผิด และชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็ง ที่ 41 องศา 46 ลิปดาเหนือ 50 องศา 14 ลิปดาตะวันตก เมื่อ23.40 น. เรือได้ชนกับภูเขาน้ำแข็งทางกราบขวาหัวเรือ ซึ่งเป็นจุดอ่อนทนรอยแตกได้ไม่อึดเท่าจุดอื่นๆ และห้องเครื่องส่วนหัว 5 ห้องเครื่องแรกก็เกิดรอยรั่ว แต่หัวเรือเป็นจุดอ่อนที่สุดในเรือที่สามารถรับรอยแตกต่อเนื่องจากหัวเรือได้เพียง 4 ห้อง วิศวกรผู้สร้างเรือบอกว่า น้ำจะท่วมห้องเครื่องทั้งห้าสูงขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อท่วมมิดชั้นF เริ่มไหลขึ้นชั้นE น้ำจึงเข้าท่วมห้องเครื่องที่ 6 และท่วมไปทีละห้องๆ และจมในที่สุด ลูกเรือก็คิดว่าเรือคงจะจมเร็วมาก จึงปล่อยเรือบดออกทั้งๆที่ยังใส่คนไม่เต็มลำ เวลา 02.20 น. ของวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 เรือทั้งลำจมลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ผู้โดยสารและลูกเรือ 2217 ชีวิต รอดชีวิตเพียง 704 ชีวิต เสียชีวิตทั้งหมด 1513 ราย 







ที่มา http://www.toptenthailand.com/display.php?id=3385

รถที่สวยที่สุดในโลก

อันดับที่ 10 ได้แก่ Rolls Royce Ghost


อันดับที่ 9 ได้แก่ Porsche Boxster Spyder


อันดับที่ 8 ได้แก่ Mercedes SLS AMG


อันดับที่ 7 ได้แก่ Maserati Quattroporte





อันดับที่ 6 ได้แก่ Jaguar XJ

อันดับที่ 5 ได้แก่ Ferrari 458 Italia



อันดับที่ 4 ได้แก่ Dodge Challenger SRT8


อันดับที่ 3 ได้แก่ Bentley Mulsanne




อันดับที่ 2 ได้แก่ Aston Martin Rapide




อันดับที่ 1 ได้แก่ Alfa Romeo 8C Spider







10 อันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก

1. Warren Buffett วัย 77 ปี ชาว สหรัฐอเมริกา ทรัพย์สิน 62 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO Berkshire Hathaway


2. Carlos Slim Helu' และครอบครัว วัย 68 ปี ชาว เม็กซิโก ทรัพย์สิน 60 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO Telecom industry


3. Bill Gates วัย 52 ปี ชาว สหรัฐอเมริกา ทรัพย์สิน 58 พันล้านเหรียญสหรัฐ co-founders of Microsoft


4. Lakshmi Mittal วัย 57 ปี ชาว อินเดีย ทรัพย์สิน 45 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO อุตสาหกรรมด้านโลหะ


5. Mukesh Ambani วัย 50 ปี ชาว อินเดีย ทรัพย์สิน 43 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO ของ Petrochemicals


6. Anil Ambani วัย 48 ปี ชาว อินเดีย ทรัพย์สิน 42 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO ของ Diversified investmenst


7. Ingvar Kamprad และครอบครัว วัย 81 ปี ชาว สวีเดน ทรัพย์สิน 31 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO ของ Ikea


8. K.P. Singh วัย 76 ปี ชาว อินเดีย ทรัพย์สิน 30 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO ของ Real Estate


9. Oleg Deripaska วัย 40 ปี ชาว รัสเซีย ทรัพย์สิน 28 พันล้านเหรียญสหรัฐ CEO ของอุตสาหกรรมด้านอลูมีเนียม


10. Karl Albrecht วัย 88 ปี ชาว เยอรมันนี ทรัพย์สิน 27 พันล้านเหรียญสหรัฐ เจ้าของ Aldi supermarkets





ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?sort=wsmopts&tid=1f01ae1f4b97283f

10 อันดับ เหตุการณ์เด่นน้ำท่วม









ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=UBNkH5D6N9U

10 อันดับ สิ่งก่อสร้างที่สวยที่สุดในโลก แห่งปี 2011

อันดับที่ 1 ได้แก่ Mequita de Cardoba อยู่ที่ Kardoba ในประเทศ Spain




อันดับที่ 2 ได้แก่ Hoover Dam อยู่ที่ Black Canyon, Colorado River ในประเทศ USA


อันดับที่ 3 ได้แก่ Shwedagon Pagoda อยู่ที่ Yangdon ในประเทศ Myanmor



อันดับที่ 4 ได้แก่ Majolica House อยู่ที่ wina ในประเทศ Austra


อันดับที่ 5 ได้แก่ Opera de Arame อยู่ที่ Curitiba, Parama ในประเทศ Brazil





อันดับที่ 6 ได้แก่ 30 St. Mary Axe อยู่ที่ London ในประเทศ United Kingdom



อันดับที่ 7 ได้แก่ Jantar Mantar อยู่ที่ Jaipur, Rajasthan ในประเทศ India



อันดับที่ 8 ได้แก่ Golden Pavilion อยู่ที่ Kyoto, Honshu Island ในประเทศ Japan





อันดับที่ 9 ได้แก่ Wiblingen Abbey Library อยู่ที่ Ulm, Badem-Wurttemberg Province, ใน ประเทศ Germany





อันดับที่ 10 ได้แก่ TWA FLIGHT CENTER อยู่ที่ John F. Kennedy Airport ในประเทศ USA








วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ

ปิรามิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid of Egypt )
        ปิรามิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมสำหรับเป็นที่เก็บศพกษัตริย์อียิปต์โบราณ ในอียิปต์มีอยู่ 70 ด้วยกัน แต่ปิรามิด 3 แห่งที่อยู่เมืองกิซ่า คือ หลุมฝังศพของพระเจ้าฟาโรห์คีออพส์(พระเจ้าคูฟู) คีเฟรน และไมซีรีนัส เป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดสันนิษฐานว่าปิรามิดนี้ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ 4600 ปีมาแล้ว นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและยังคงตั้งตระหง่านอยู่เพียงแห่งเดียวในโลก ใช้เวลาสร้าง 10 ปี





 สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (The Hanging Gardens of Babylon)
        พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ โปรดให้สร้างสวนลอยซึ่งมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วจนกลายเป็น สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลกสวนลอยนี้ เป็นสวนที่สร้างอยู่เหนือพื้นดินบนพื้นที่กึ่งทะเลทราย พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ ทรงสร้างให้พระมเหสีซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งมีดส์ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดี ร่วมกันขับไล่พวกอัสซีเรียออกไปได้ ตามตำนาน พระราชินีเซมีรามิส องค์นี้ทรงอาลัยอาวรณ์ ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาเปอร์เซีย อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนและไม่โปรดความราบเรียบของนครบาบิโลน ดังนั้นจึงมีการสร้างสวนลอยขึ้นเป็นภูเขาซึ่งสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์





 เทวรูปเทพเจ้าซีอุส (The Statue of Zeus at Olympia)
        เทวรูปซีอุส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าแก่สิ่งหนึ่งของโลก คือ สร้างขึ้นประมาณ 2,400 ปีก่อน ระหว่งปี ค.ศ. 53 - 111 ตามตำนานที่จารึกไว้ได้ระบุว่าเทวรูปทำจากงาช้างสูง 58 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติถึง 8 เท่า พระหัตถ์ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับ รูปปั้นแห่งชัยชนะ (A small figure of Victory ) มีเครื่องประดับ ประดาด้วยทองคำล้วน





 มหาวิหารอาร์เทมีส (The Temple of Artemis)
        เป็นวิหารสร้างด้วยหินอ่อน เลียบแบบศิลปะแบบกรีก เพื่อถวายเทพเจ้าอาร์เทมีส (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ของกรีก) ผู้มาจากสวรรค์ ผู้ช่วยชาวเมืองให้พ้นจากหายนะและภัยพิบัติได้ อยู่ในเมืองอีเฟซุสบนชายฝั่งแห่งหนึ่งปัจจุบันนี้ คือประเทศตุรกี ในรัชสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์แห่งกรีก จัดเป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งจนกลายเป็นที่รู้จักว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า





สุสานของกษัตริย์โมโซรุส (The Mausoleum at Halicarnassus)
        สุสานเก่าแก่ของพระเจ้ามุสโซลุส กษัตริย์แห่งเอเซียไมเนอร์ หรือเปอร์เซียในปัจจุบัน สร้างโดยพระมเหสีชื่อ อาเตมีสเซีย ซึ่งเป็นทั้งพระขนิษฐาของพระองค์ด้วย ความตายของพระสวามี ทำให้พระนางเสียพระทัยมากถึงขนาดผสมเถ้าถ่านกระดูกของพระสวามีกับเครื่องดื่มของพระองค์ จึงสร้างสุสานไว้เป็นที่ระลึก คำว่า MAUSOLEUM จึงถูกใช้ขนานนามสุสานขนาดใหญ่ ๆ ในเวลาต่อมา





 เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส (The Colossus of Rhodes)
        เป็นรูปของเทพเจ้าเฮลิออส หรือ อพอลโล สูงถึง 105 ฟุต หรือ 32 เมตร ละหนักถึง 295 ตัน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ในท่ายืน ตัวเทวรูปตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าว องค์เทวรูปยืนถ่างคร่อมปากอ่าว ให้เรือลอดไปมาได้ มีกระจกบานใหญ่ติดอยู่บน อกทำให้เรือที่แล่นออกจากอียิปต์มองเห็นได้ชัดเจน





 หอประภาคารโรส (The Lighthouse of Alexandria )
        ประภาคารนี้ทำด้วยหินอ่อนสีขาวสลีกลวดลาย วิจิตรงดงาม ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน ท่าเรือของเกาะฟาโรส สร้างในสมัยพระเจ้าปโตเลมีที่สองของอียิปต์ช่วงปี 270 ปีก่อนคริสตกาลสิออกแบบโดยสถาปนิกชาวกรีกชื่อโซสตราโตส



ที่มา  http://www.panyathai.or.th